logonewcpd V3

blank50

ให้คะแนนบทความนี้
(0 โหวต)

วันที่ 9 มกราคม 2561 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์. วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดตามผลสำเร็จการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่นำร่องอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เริ่มเพาะปลูกไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2561 และร่วมเกี่ยวฝักข้าวโพดในแปลงร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนจะตรวจเยี่ยมความพร้อมจุดรับซื้อผลผลิตของสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์. วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดตามผลสำเร็จการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่นำร่องอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เริ่มเพาะปลูกไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2561 และร่วมเกี่ยวฝักข้าวโพดในแปลงร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนจะตรวจเยี่ยมความพร้อมจุดรับซื้อผลผลิตของสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดเลือกอำเภอพิชัยเป็นพื้นที่นำร่องในการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เหมาะสมตาม Agri – Map โดยมีเกษตรกรในพื้นที่ 221 ราย และมีเกษตรกร 67 รายเพิ่งหันมาลองปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาเป็นครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งเกษตรกรทั้งหมดเป็นสมาชิกสหกรณ์ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโรงหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโคกหม้อ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรพิชัย จำกัด พื้นที่เพาะปลูก 3240 ไร่ ผลการดำเนินงานพื้นที่นำร่องในจังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วประมาณ 3,800 ตัน สหกรณ์รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด และส่งต่อให้สหกรณ์การเกษตรเมืองตรอน จำกัด ซึ่งเป็นแม่ข่ายในการรับซื้อผลผลิตจากทั้ง 4 สหกรณ์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพอบลดความชื้นให้อยู่ที่ 14.5% และส่งจำหน่ายให้กับบริษัท CPF และบริษัท เบทาโกร จำกัด ซึ่งราคาขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 9.80 บาท อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจะมีต้นทุนในการผลิตเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ ซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อข้าวโพดฝักสดจากสมาชิก ระดับความชื้น 27-30 % ราคา 7-8 บาทต่อกก. โดยเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย 8365 บาท/ไร่ และเมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4555 บาท ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 10.3 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปจัดหาปัจจัยการผลิต และรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย สำหรับเกษตรกรตัวอย่าง 2 ราย ได้แก่ นายสมพร แตงน้อย เนื้อที่ 10 ไร่ เพาะปลูกเดือนสิงหาคม 2561 และเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.61 ขายให้กับสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ในระดับความชื้นที่ 28% ราคา 7.20 บาท/กก. ทำให้มีรายได้ 86,400 บาท และมีกำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,850 บาท ส่วนแปลงของนายทองเหลือ มูลนิล สมาชิกสหกรณ์ ที่รมว.กษ. เป็นประธานในการเก็บเกี่ยวข้าวโพดในแปลงนี้ มีเนื้อที่ปลูก 3 ไร่ ลงทุนไป 11,370 บาท เริ่มเพาะปลูกเมื่อวันที่ 3 กันยายน 61 และจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมดในวันนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 1,200 ก.ก. ความชื้นประมาณ 27% ซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ทำให้นายทองเหลือ มีรายได้ทั้งสิ้น 28,800 บาท เมื่อหักต้นทุนในการเพาะปลูกผลิต 11,370 บาท จะมีกำไร 17,430 บาท และได้กำไรเฉลี่ย 5,810 บาทต่อไร่ อำเภอพิชัยซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 221 ราย พื้นที่รวม 3,240 ไร่ ผลผลิตข้าวโพดที่ได้โดยเฉลี่ยไร่ละ 1.2 ตัน และในบางรายได้ผลผลิตสูงถึง 1.8 ตันต่อไร่ ซึ่งโครงการนำร่องเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการที่วางไว้ทั้งเรื่องปริมาณผลผลิตต่อไร่ คุณภาพของข้าวโพดและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชนและสหกรณ์ในพื้นที่ ในการร่วมกันปฎิรูปภาคการเกษตร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ เพื่อช่วยดูแลและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และคาดว่าข้าวโพดจะเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรจะเพาะปลูกได้หลังเสร็จสิ้นจากฤดูทำนา

อ่าน 328 เวลา